ราคารับซื้อคืน

ฐานภาษี: ราคากลางที่ใช้ซื้อคืนทองรูปพรรณ

25 นาที · ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2026
Illustration for the page: ฐานภาษี: ราคากลางที่ใช้ซื้อคืนทองรูปพรรณ

เมื่อขายทองรูปพรรณคืน ร้านทองจะไม่ใช้ราคาประกาศรับซื้อของทองแท่ง แต่จะใช้ราคาฐานภาษีซึ่งต่ำกว่าเสมอ ฐานภาษีถูกกำหนดโดยหน่วยงานรัฐเพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินภาษีธุรกิจของร้านทอง และกลายเป็นราคารับซื้อคืนมาตรฐานสำหรับทองรูปพรรณทั่วประเทศ

ฐานภาษีคืออะไร

ฐานภาษีคือราคาประเมินของทองรูปพรรณที่กรมสรรพากรกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีของร้านทอง ราคานี้ต่ำกว่าราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำเสมอ เพราะไม่รวมค่าแรงและกำเหน็จ

ฐานภาษีจึงเป็นตัวแทนของมูลค่าเนื้อทองล้วน ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านทองต้องรับผิดชอบทางบัญชีเมื่อซื้อทองรูปพรรณเข้ามาในสต็อก

ใครเป็นผู้กำหนดฐานภาษี

ฐานภาษีกำหนดโดยกรมสรรพากรซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐด้านการจัดเก็บภาษี การกำหนดราคานี้อาจอิงกับราคาทองคำโลกหรือราคาประกาศในประเทศ แต่จะไม่เท่ากับราคาตลาดจริง

ร้านทองทุกแห่งใช้ฐานภาษีเดียวกันในการซื้อคืนทองรูปพรรณ ทำให้ราคารับซื้อคืนทั่วประเทศใกล้เคียงกัน ผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องต่อรองเรื่องราคามากนัก

ทำไมร้านทองใช้ฐานภาษีซื้อคืน

ร้านทองต้องเสียภาษีตามฐานภาษีเมื่อรับซื้อทองรูปพรรณเข้ามา หากจ่ายเงินสูงกว่าฐานภาษี ร้านจะต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ร้านจะซื้อคืนที่ราคาฐานภาษี

นอกจากนี้ ฐานภาษียังเป็นราคาอ้างอิงที่ทุกฝ่ายยอมรับ ทำให้การซื้อขายโปร่งใสและไม่ต้องต่อรองราคาในแต่ละครั้ง

ผลกระทบต่อผู้ซื้อทองรูปพรรณ

ผู้ซื้อทองรูปพรรณต้องเข้าใจว่าราคาที่จ่ายไปประกอบด้วยเนื้อทองและค่าแรง แต่ราคาที่ขายคืนได้มีเพียงเนื้อทองตามฐานภาษีเท่านั้น ช่องว่างนี้คือต้นทุนที่ผู้ซื้อต้องแบกรับ

สำหรับผู้ที่ซื้อทองรูปพรรณเพื่อสวมใส่ ความสวยงามอาจชดเชยต้นทุนนี้ได้ แต่สำหรับผู้ที่ซื้อเป็นเงินออม ฐานภาษีทำให้การออมด้วยทองรูปพรรณมีประสิทธิภาพต่ำกว่าทองแท่งอย่างชัดเจน

ฐานภาษีกับราคารับซื้อทองแท่งต่างกันอย่างไร

ราคารับซื้อทองแท่งอ้างอิงจากราคาประกาศรับซื้อของสมาคมค้าทองคำ ซึ่งสูงกว่าฐานภาษี ทองแท่งจึงมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและขายคืนแคบกว่า

ความแตกต่างนี้เกิดจากทองแท่งไม่มีค่าแรงและไม่ต้องประเมินภาษีแบบทองรูปพรรณ ดังนั้นผู้ที่ต้องการลดต้นทุนการซื้อขายควรพิจารณาทองแท่ง

ข้อควรรู้ก่อนซื้อทองรูปพรรณ

ก่อนซื้อทองรูปพรรณ ควรสอบถามราคารับซื้อคืน ณ วันนั้นจากร้านทอง เพื่อให้รู้ว่าหากต้องขายคืนจะได้เงินเท่าไร และคำนวณส่วนต่างกับราคาที่จ่ายไป

ผู้ซื้อควรเก็บใบเสร็จที่ระบุน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ และราคาไว้เป็นหลักฐาน เพราะเมื่อขายคืนอาจต้องแสดงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของทอง

ฐานภาษีไม่ใช่ราคาตลาด แต่เป็นเพดานที่ร้านทองใช้กันเอง

หลายคนเข้าใจว่าฐานภาษีคือราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำ แต่ความจริงแล้วฐานภาษีเป็นตัวเลขที่หน่วยงานสรรพากรกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์คำนวณภาษีจากการขายทองรูปพรรณ ร้านทองไม่ได้มีหน้าที่ต้องซื้อคืนในราคานี้เสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ ร้านส่วนใหญ่เลือกใช้ฐานภาษีเป็นราคารับซื้อคืน เพราะเป็นตัวเลขที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ง่าย

การที่ฐานภาษีถูกใช้เป็นราคารับซื้อคืนอย่างแพร่หลาย เกิดจากเหตุผลทางบัญชีและภาษี เมื่อร้านทองรับซื้อทองรูปพรรณจากลูกค้าแล้วนำไปหลอมขายต่อเป็นทองแท่ง กำไรที่เกิดขึ้นจะถูกคำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อกับราคาขาย การใช้ฐานภาษีเป็นราคารับซื้อทำให้ร้านสามารถแสดงต้นทุนที่สูงพอจะลดภาระภาษีได้โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ

สำหรับผู้ซื้อ ผลที่ตามมาคือ ราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณจะไม่ผันผวนตามราคาทองคำในตลาดโลกโดยตรง แต่จะอิงกับฐานภาษีซึ่งปรับเปลี่ยนช้ากว่าและมีช่องว่างจากราคาทองแท่งเสมอ ดังนั้นแม้ราคาทองคำจะขึ้นแรง ราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณก็อาจขยับเพียงเล็กน้อย เพราะฐานภาษียังไม่ถูกปรับตาม

ยิ่งซื้อทองรูปพรรณชิ้นเล็ก ฐานภาษียิ่งกินส่วนต่างมาก

ทองรูปพรรณชิ้นเล็ก เช่น แหวนหรือต่างหูน้ำหนักน้อย มักมีค่าแรงต่อบาทสูงกว่าสร้อยเส้นใหญ่ เพราะงานละเอียดและใช้เวลาทำนานกว่า แต่เมื่อขายคืน ร้านทองจะประเมินเฉพาะน้ำหนักเนื้อทองเท่านั้น ไม่ได้จ่ายเพิ่มตามความประณีตของงาน ดังนั้นฐานภาษีที่ใช้ซื้อคืนจึงคิดจากน้ำหนักรวมล้วน ๆ ไม่แยกชิ้น

ผลคือ ผู้ซื้อทองรูปพรรณชิ้นเล็กจะขาดทุนจากค่าแรงในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ซื้อชิ้นใหญ่ เพราะค่าแรงที่จ่ายไปทั้งหมดหายไปทันทีเมื่อขายคืน และฐานภาษีที่ต่ำกว่าราคาทองแท่งยังหักออกอีกชั้นหนึ่ง ยิ่งชิ้นเล็กเท่าไร ต้นทุนต่อน้ำหนักก็ยิ่งสูง และฐานภาษีก็ยิ่งรู้สึกเหมือนลงโทษหนักขึ้น

ในทางกลับกัน ทองรูปพรรณที่มีน้ำหนักมาก เช่น สร้อยข้อมือหนา หรือสร้อยคอยาว มักมีค่าแรงต่อบาทต่ำกว่า เพราะช่างทำงานในสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักทอง ทำให้เมื่อขายคืน ส่วนต่างจากฐานภาษีจะดูไม่รุนแรงเท่า แต่ก็ยังเป็นการขาดทุนที่ผู้ซื้อต้องยอมรับหากต้องการใช้ทองเป็นเครื่องประดับไปด้วย

ฐานภาษีถูกปรับตามราคาทองแท่ง แต่ไม่เคยเท่ากัน

ฐานภาษีทองรูปพรรณไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาลอย ๆ แต่คำนวณจากราคาทองคำแท่งในประเทศ แล้วหักส่วนต่างที่สรรพากรเห็นว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการแปรรูปและความเสี่ยงของร้านค้า ส่วนต่างนี้ไม่คงที่ เพราะเมื่อราคาทองแท่งผันผวนมาก ฐานภาษีอาจถูกปรับช้าลงเพื่อลดความเสี่ยงของร้านทองที่ถือทองรูปพรรณไว้ในมือ

ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ช่องว่างระหว่างราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณกับราคาทองแท่งกว้างขึ้นหรือแคบลงได้โดยที่ผู้ซื้อไม่ทันสังเกต ในช่วงที่ราคาทองขึ้นแรง ฐานภาษีอาจตามไม่ทัน ทำให้ผู้ขายทองรูปพรรณได้รับเงินน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับมูลค่าเนื้อทองจริง

ผู้ซื้อที่ติดตามฐานภาษีเป็นประจำจะเห็นว่า ตัวเลขนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวทุกครั้งที่ราคาทองแท่งเปลี่ยน แต่จะถูกปรับเป็นรอบ ๆ ตามประกาศของสรรพากร ซึ่งอาจทำให้ในบางวัน ราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณดูเหมือนหยุดนิ่ง ขณะที่ราคาทองแท่งขยับไปแล้วหลายครั้ง

ร้านทองบางแห่งซื้อคืนต่ำกว่าฐานภาษี โดยอ้างค่าหลอมและความเสี่ยง

แม้ฐานภาษีจะเป็นตัวเลขที่ร้านทองส่วนใหญ่ใช้ซื้อคืน แต่ก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ร้านต้องซื้อคืนที่ราคานี้เสมอไป ร้านทองบางแห่ง โดยเฉพาะร้านที่ไม่ได้อยู่ในทำเลแข่งขันสูง อาจประกาศราคารับซื้อคืนต่ำกว่าฐานภาษี โดยอ้างเหตุผลเรื่องค่าหลอม ค่าขนส่ง หรือความเสี่ยงจากทองปลอมปน

ผู้ซื้อที่ไม่ตรวจสอบราคารับซื้อคืนก่อนตัดสินใจขาย อาจเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว เพราะร้านอาจให้ราคาที่ต่ำกว่าฐานภาษีหลายร้อยบาทต่อบาททองคำ ซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินสดแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย การเปรียบเทียบราคารับซื้อคืนจากหลายร้านก่อนขายจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ

นอกจากนี้ ร้านทองบางแห่งอาจรับซื้อคืนทองรูปพรรณจากลูกค้าที่ซื้อจากร้านตนเองในราคาที่สูงกว่าฐานภาษีเล็กน้อย เพื่อรักษาลูกค้า แต่หากเป็นทองจากร้านอื่น ราคาอาจต่ำกว่าฐานภาษีทันที พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ผู้ซื้อควรสอบถามเงื่อนไขการรับซื้อคืนให้ชัดเจนก่อนซื้อทองรูปพรรณจากร้านใดก็ตาม

ฐานภาษีทำให้ทองรูปพรรณเป็นสินทรัพย์ที่ขาดทุนทันทีหลังซื้อ

เมื่อซื้อทองรูปพรรณ ผู้ซื้อจ่ายเงินมากกว่าราคาเนื้อทอง เพราะต้องบวกค่าแรงและกำไรของร้าน แต่ทันทีที่เดินออกจากร้าน มูลค่าที่จะได้คืนเมื่อขายกลับถูกประเมินที่ฐานภาษี ซึ่งต่ำกว่าราคาทองแท่งที่ประกาศในวันนั้น ช่องว่างนี้คือต้นทุนแฝงที่ผู้ซื้อต้องแบกรับ

การขาดทุนทันทีหลังซื้อไม่ได้เกิดจากราคาทองคำลดลง แต่เกิดจากโครงสร้างราคาที่ไม่สมมาตรกัน ราคาขายออกทองรูปพรรณถูกกำหนดจากราคาทองแท่งบวกค่าแรงและกำไร แต่ราคารับซื้อคืนกลับอิงกับฐานภาษีซึ่งต่ำกว่าราคาทองแท่ง ดังนั้นแม้ราคาทองคำจะไม่ขยับ ผู้ซื้อก็ยังขาดทุนหากขายคืนทันที

ด้วยเหตุนี้ ทองรูปพรรณจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้นจากราคาทองคำ แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสวมใส่และยอมรับว่ามูลค่าที่สูญเสียไปส่วนหนึ่งคือค่าใช้จ่ายในการใช้ทองเป็นเครื่องประดับ ความเข้าใจในจุดนี้จะช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้อย่างมีสติ

ผู้ซื้อสามารถลดผลกระทบจากฐานภาษีได้ด้วยการเลือกจังหวะและรูปแบบ

แม้ฐานภาษีจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ซื้อ แต่ก็มีวิธีลดผลกระทบได้บ้าง อย่างแรกคือการหลีกเลี่ยงการขายทองรูปพรรณในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนหนัก เพราะฐานภาษีมักตามราคาทองแท่งไม่ทัน ทำให้ช่องว่างกว้างกว่าปกติ การรอให้ราคาทรงตัวก่อนขายอาจช่วยให้ได้ราคารับซื้อคืนที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

อีกวิธีคือการเลือกซื้อทองรูปพรรณที่มีน้ำหนักมากและค่าแรงต่อบาทต่ำ เพราะเมื่อขายคืน ส่วนที่หายไปจากค่าแรงจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับชิ้นเล็ก และฐานภาษีที่ใช้ซื้อคืนก็คิดจากน้ำหนักรวมเท่ากันทุกชิ้น การเลือกซื้อสร้อยข้อมือแทนแหวนหลายวงจึงอาจเป็นทางเลือกที่ลดต้นทุนโดยรวมได้

สุดท้าย การเก็บใบเสร็จและใบรับประกันจากร้านที่ซื้อไว้อย่างดี อาจช่วยให้ต่อรองราคารับซื้อคืนได้ดีขึ้นในบางกรณี เพราะร้านบางแห่งให้ราคาสูงกว่าฐานภาษีเล็กน้อยสำหรับทองที่ซื้อจากร้านตนเองและมีหลักฐานชัดเจน แม้จะไม่ใช่ทุกแห่ง แต่ก็เป็นสิทธิที่ผู้ซื้อควรใช้

ฐานภาษีไม่ได้ใช้กับทองแท่ง แต่ส่งผลทางอ้อมต่อตลาดทองรูปพรรณ

ทองคำแท่งถูกซื้อขายในราคาที่ใกล้เคียงกับประกาศของสมาคมค้าทองคำมาก เพราะไม่มีค่าแรงและงานฝีมือมาเกี่ยวข้อง ฐานภาษีจึงไม่มีผลต่อการรับซื้อคืนทองแท่งโดยตรง แต่การที่ฐานภาษีทองรูปพรรณถูกกำหนดจากราคาทองแท่ง ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองแท่งส่งผลต่อฐานภาษีเสมอ

เมื่อราคาทองแท่งปรับตัวสูงขึ้น ฐานภาษีทองรูปพรรณก็จะถูกปรับขึ้นตามในเวลาต่อมา แต่ไม่เท่ากันทั้งหมด ทำให้ช่องว่างระหว่างทองแท่งกับทองรูปพรรณยังคงอยู่เสมอ ผู้ที่ถือทองแท่งจึงไม่ต้องกังวลเรื่องฐานภาษี แต่ผู้ที่ถือทองรูปพรรณต้องตระหนักว่ามูลค่าที่ขายคืนได้จะถูกกดด้วยกลไกภาษีนี้

ในแง่หนึ่ง ฐานภาษีทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งแยกตลาดทองคำสองประเภทให้ชัดเจนขึ้น ทองแท่งเป็นเครื่องมือการออมและลงทุนที่ต้นทุนต่ำ ส่วนทองรูปพรรณเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการใช้งานและความสวยงาม แต่ต้องแลกด้วยราคารับซื้อคืนที่ต่ำกว่า การเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้ผู้ซื้อเลือกได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของตน

ฐานภาษีถูกใช้เป็นราคาอ้างอิงตอนรับซื้อ แต่ร้านทองบางแห่งซื้อคืนต่ำกว่านั้น

ฐานภาษีเป็นตัวเลขที่ร้านทองส่วนใหญ่ประกาศใช้เป็นราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณ แต่ไม่ใช่ทุกร้านจะยึดตามนั้นเต็มจำนวน ร้านบางแห่งตั้งราคารับซื้อต่ำกว่าฐานภาษีเล็กน้อย โดยอ้างเหตุผลเรื่องค่าหลอม ค่าดำเนินการ หรือความเสี่ยงจากความบริสุทธิ์ของทองที่ไม่แน่นอน ผู้ขายที่ไม่ตรวจสอบตัวเลขก่อนเข้าร้านจึงอาจได้เงินน้อยกว่าที่คาดไว้ ทั้งที่ทองชิ้นเดียวกันขายอีกร้านได้ราคาสูงกว่า

การซื้อคืนต่ำกว่าฐานภาษีมักเกิดกับร้านที่ไม่ได้ซื้อทองไปหลอมเอง แต่ส่งต่อให้โรงงานหรือร้านใหญ่กว่าอีกทอดหนึ่ง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นระหว่างทางจึงถูกผลักมาให้ผู้ขายในรูปของราคาที่ต่ำลง ร้านที่มีหน้าร้านขนาดเล็กหรือตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมักมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะปริมาณทองที่รับซื้อต่อวันไม่มากพอจะเฉลี่ยต้นทุนให้บางลงได้

ผู้ซื้อทองรูปพรรณจึงควรถามราคารับซื้อคืนก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่ดูแค่ราคาขายหน้าร้านเท่านั้น การรู้ว่าร้านที่กำลังจะซื้อรับซื้อคืนที่ฐานภาษีเต็มจำนวนหรือต่ำกว่านั้น จะช่วยให้ประเมินส่วนต่างรอบการซื้อขายได้ถูกต้องขึ้น และอาจเปลี่ยนใจไปซื้อร้านที่ให้ราคารับซื้อดีกว่าแม้ราคาขายจะสูงกว่าเล็กน้อย

ทองรูปพรรณที่มีน้ำหนักไม่เต็มหน่วยทำให้ฐานภาษียิ่งห่างจากราคาที่จ่ายจริง

ร้านทองคิดราคาขายทองรูปพรรณจากน้ำหนักจริงรวมค่ากำเหน็จ แต่เมื่อรับซื้อคืนจะใช้ฐานภาษีต่อบาทคูณน้ำหนักทองที่ชั่งได้ หากสร้อยหรือแหวนมีน้ำหนักไม่ลงตัว เช่น หนึ่งสลึงครึ่ง หรือสองกรัมเศษ ผู้ซื้อต้องจ่ายค่ากำเหน็จตามน้ำหนักจริง แต่ตอนขายคืนจะถูกคำนวณด้วยน้ำหนักเดียวกันที่ฐานภาษี ซึ่งต่ำกว่าราคาทองแท่งที่ประกาศอยู่แล้ว

ปัญหาหนักขึ้นกับทองรูปพรรณชิ้นเล็ก เพราะค่ากำเหน็จขั้นต่ำต่อชิ้นไม่ได้ลดตามน้ำหนัก สร้อยข้อมือเด็กน้ำหนักครึ่งสลึงอาจมีค่ากำเหน็จเท่ากับสร้อยผู้ใหญ่หนึ่งสลึง แต่เมื่อขายคืน น้ำหนักเพียงครึ่งสลึงคูณฐานภาษีแล้วได้เงินคืนน้อยมาก ผู้ซื้อจึงขาดทุนจากค่ากำเหน็จในสัดส่วนที่สูงกว่าทองชิ้นใหญ่ ทั้งที่เนื้อทองบริสุทธิ์เท่ากันตามมาตรฐาน

การเลือกซื้อทองรูปพรรณน้ำหนักเต็มหน่วย เช่น หนึ่งบาทหรือสองบาท ช่วยให้การคำนวณฐานภาษีตรงไปตรงมาและไม่ถูกปัดเศษลงมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้ส่วนต่างหายไป เพียงแต่ค่ากำเหน็จต่อบาทจะต่ำลงเมื่อเทียบกับชิ้นเล็ก ผู้ซื้อที่เข้าใจกลไกนี้จะมองออกว่าทองรูปพรรณชิ้นใดมีต้นทุนแฝงจากฐานภาษีมากกว่ากัน และตัดสินใจโดยไม่ยึดติดกับความสวยงามเพียงอย่างเดียว

ข้อเท็จจริงสั้น ๆ

ผู้กำหนดกรมสรรพากร
ใช้กับทองรูปพรรณ
ต่ำกว่าราคาประกาศเสมอ
รวมค่าแรงไม่

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก่อนจะซื้อ

คำถามที่พบบ่อย

ฐานภาษีมีการปรับเปลี่ยนบ่อยไหม

ฐานภาษีถูกปรับเป็นระยะตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำ แต่ไม่บ่อยเท่าราคาประกาศรายวัน ผู้ขายควรตรวจสอบฐานภาษีปัจจุบันจากร้านทองหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

ขายทองรูปพรรณคืนที่ฐานภาษีเสมอหรือไม่

ในทางปฏิบัติ ร้านทองส่วนใหญ่รับซื้อคืนที่ฐานภาษี แต่อาจมีร้านที่ให้ราคาสูงกว่าเล็กน้อยหากทองชิ้นนั้นมีสภาพดีหรือเป็นที่ต้องการ อย่างไรก็ตามไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ราคาสูงกว่าฐานภาษีมากนัก

ฐานภาษีมีผลต่อการซื้อทองแท่งไหม

ไม่มีผลโดยตรง เพราะทองแท่งซื้อขายที่ราคาประกาศของสมาคม ไม่ผ่านการประเมินภาษีแบบทองรูปพรรณ

ผู้ซื้อควรทำอย่างไรเพื่อลดผลกระทบจากฐานภาษี

เลือกซื้อทองรูปพรรณที่มีค่าแรงต่ำ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายบ่อยครั้ง เพราะทุกครั้งที่ซื้อขายจะเสียส่วนต่างของฐานภาษีทันที

ฐานภาษีใช้กับทองรูปพรรณทุกประเภทหรือไม่

ใช้กับทองรูปพรรณทุกประเภทที่มีความบริสุทธิ์ตามมาตรฐาน แต่เครื่องประดับโบราณหรือของสะสมอาจมีราคาประเมินแตกต่างออกไป

บัญชีซื้อขายทองคำระหว่างประเทศ

FxPro: สัญญาส่วนต่างทองคำ ไม่ใช่ทองคำจริง

เปิดบัญชีกับ FxPro เพื่อเข้าถึงราคาทองคำโลกในรูปแบบสัญญาส่วนต่าง การเปิดบัญชีต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตนและใช้เวลาหนึ่งถึงสองวัน มีบัญชีทดลองให้ใช้งานฟรี แต่สัญญาไม่ใช่การเป็นเจ้าของทองคำ และไม่มีโลหะถูกส่งมอบหรือเก็บรักษา